network Pictures, Images and Photos

หลายวันก่อนได้พบกับผู้อ่านคนหนึ่ง เพิ่งซื้อโน้ตบุ๊กไว้ใช้เอง ในขณะที่บ้านมีเดสก์ทอปของน้องๆ อีก 2 เครื่อง ประเด็นที่ผู้ใช้มือใหม่คนนี้มาปรึกษากับนายเกาเหลาก็คือ เขาสนใจที่จะเชื่อมต่อเครือข่ายกับคอมพิวเตอร์ของน้องๆ แต่ไม่ทราบว่า เขาต้องใช้อุปกรณ์อะไรในการเชื่อมต่อเครือข่าย แถมยังถามอีกด้วยว่า เจ้าฮับกับเราเตอร์ที่ได้ยินจากผู้ค้าบอกกับเขา มันต่างกันอย่างไร ? เพราะเขางงไปหมดแล้ว อยากให้นายเกาเหลาช่วยอธิบายให้ฟังสักเล็กน้อย...เห็นว่า คำถามเหล่านี้คงไม่ได้เกิดขึ้นกับมือใหม่ผู้นี้คนเดียวเป็นแน่ เลยถือโอกาสนำมาเล่าสู่กันฟังผ่านคอลัมน์ยอดฮิตในคอมพิวเตอร์.ทูเดย์ฉบับนี้เลยก็แล้วกันนะครับ

ฮับ (Hub) เป็นอุปกรณ์ที่ถือว่าพื้นฐานมากๆ สำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยการทำงานของมันมีหลักง่ายๆ อยู่ว่า เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งบนเครือข่ายต้องการส่งข้อมูลไปให้คอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง ฮับจะทำการส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการทำงานสักเท่าไร เนื่องจากในกรณีที่เกิดมีคอมพิวเตอร์หลายตัวบนเครือข่ายต้องการส่งข้อมูลไปหาเครื่องเป้าหมายพร้อมๆ กัน เครือข่ายก็จะไม่ว่าง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ทำงานช้าลงนั่นเอง

คำตอบที่ดีกว่าฮับก็คือ สวิตช์ (Switch) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกัน โดยการทำงานของมันจะเหมือนกับฮับ แต่มันจะใช้วิธีส่งข้อมูลไปยังเครื่องเป้าหมาย แทนการส่งออกไปยังทุกเครื่อง

ส่วนเราเตอร์ (Router) จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย ในกรณีของผู้ใช้ท่านนี้ เราเตอร์จะสามารถทำหน้าที่เชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องภายในบ้านของเขากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั่นเอง โดยทั่วไปเราเตอร์จะมีสวิตช์อยู่ภายใน ดังนั้น มันจึงสามารถส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่บนเครือข่ายในบ้าน และเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้พร้อมกัน คำตอบที่นายเกาเหลาสรุปให้กับมือใหม่คนนี้ก็คือ เลือกซื้อเป็นเราเตอร์ไปเลย เป็นคำตอบสุดท้ายครับ

หลายวันก่อนได้พบกับผู้อ่านคนหนึ่ง เพิ่งซื้อโน้ตบุ๊กไว้ใช้เอง ในขณะที่บ้านมีเดสก์ทอปของน้องๆ อีก 2 เครื่อง ประเด็นที่ผู้ใช้มือใหม่คนนี้มาปรึกษากับนายเกาเหลาก็คือ เขาสนใจที่จะเชื่อมต่อเครือข่ายกับคอมพิวเตอร์ของน้องๆ แต่ไม่ทราบว่า เขาต้องใช้อุปกรณ์อะไรในการเชื่อมต่อเครือข่าย แถมยังถามอีกด้วยว่า เจ้าฮับกับเราเตอร์ที่ได้ยินจากผู้ค้าบอกกับเขา มันต่างกันอย่างไร ? เพราะเขางงไปหมดแล้ว อยากให้นายเกาเหลาช่วยอธิบายให้ฟังสักเล็กน้อย...เห็นว่า คำถามเหล่านี้คงไม่ได้เกิดขึ้นกับมือใหม่ผู้นี้คนเดียวเป็นแน่ เลยถือโอกาสนำมาเล่าสู่กันฟังผ่านคอลัมน์ยอดฮิตในคอมพิวเตอร์.ทูเดย์ฉบับนี้เลยก็แล้วกันนะครับ

ฮับ (Hub) เป็นอุปกรณ์ที่ถือว่าพื้นฐานมากๆ สำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยการทำงานของมันมีหลักง่ายๆ อยู่ว่า เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งบนเครือข่ายต้องการส่งข้อมูลไปให้คอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง ฮับจะทำการส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการทำงานสักเท่าไร เนื่องจากในกรณีที่เกิดมีคอมพิวเตอร์หลายตัวบนเครือข่ายต้องการส่งข้อมูลไปหาเครื่องเป้าหมายพร้อมๆ กัน เครือข่ายก็จะไม่ว่าง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ทำงานช้าลงนั่นเอง

คำตอบที่ดีกว่าฮับก็คือ สวิตช์ (Switch) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกัน โดยการทำงานของมันจะเหมือนกับฮับ แต่มันจะใช้วิธีส่งข้อมูลไปยังเครื่องเป้าหมาย แทนการส่งออกไปยังทุกเครื่อง

ส่วนเราเตอร์ (Router) จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย ในกรณีของผู้ใช้ท่านนี้ เราเตอร์จะสามารถทำหน้าที่เชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องภายในบ้านของเขากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั่นเอง โดยทั่วไปเราเตอร์จะมีสวิตช์อยู่ภายใน ดังนั้น มันจึงสามารถส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่บนเครือข่ายในบ้าน และเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้พร้อมกัน คำตอบที่นายเกาเหลาสรุปให้กับมือใหม่คนนี้ก็คือ เลือกซื้อเป็นเราเตอร์ไปเลย เป็นคำตอบสุดท้ายครับ
 

 

hacker Pictures, Images and Photos

1. อัพเดทระบบปฏิบัติการและโปรแกรมต่างๆ โดยเฉพาะโปรแกรม Antivirus ที่คุณใช้งานอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นวินโดวส์หรือระบบปฏิบัติการตัวอื่นๆ บางครั้งย่อมต้องมีบั๊ก มีช่องโหว่ที่อาจจะเอื้อให้แฮกเกอร์สามารถเจาะระบบเข้ามาได้  

2.    ถึงจะมีโปรแกรม Antivirus อยู่แล้วแต่บางครั้งก็อาจจะมีบางตัวที่หลุดรอดเข้ามาได้ วิธีการที่ดีที่สุดก็คือควรสแกนอุปกรณ์เก็บข้อมูลทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการ์ดหน่วยความจำหรือ Flash Drive ต่างๆ ก่อนนำมาใช้งาน

3. ติดตั้ง Firewall เพื่อป้องกันการโจมตีจากแฮกเกอร์และเป็นการป้องกันการรับ-ส่งข้อมูลที่คุณไม่ต้องการทั้งจากโปรแกรมสปายแวร์เอง หรือโปรแกรมอื่นๆ ที่อาจจะเป็นการเปิดช่องโหว่ในการโจมตีได้อีก

4.   ระมัดระวังการเล่นอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเว็บสำหรับผู้ใหญ่ทั้งหลาย ถ้าเข้าไปอาจจะติดไวรัสหรือโดนแฮกโดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

5.   บล็อกการทำงานของสปายแวร์ โดยอาจจะใช้ Firewall อย่างที่ได้กล่าวไป หรือใช้โปรแกรม Anti-Spyware มากวาดล้างเลย อย่าปล่อยให้มีสายลับวายร้ายมาอาศัยในเครื่องคุณ

6. ฝึกตัวเองให้เป็นคนรอบคอบ และจำให้ขึ้นใจว่าปลอดไปไว้ก่อน การให้ข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญบางอย่างผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ต้องทำอย่างระมัดระวัง มีอีกวิธีการที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้น อย่างเช่น การเข้ารหัส ข้อมูลก่อนส่ง หรือกรอกข้อมูลในเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้และมีระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่นเท่านั้น

7. ติดตามข่าวสาร รูปแบบการโจมตีใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อที่จะได้ระมัดระวังและหาทางป้องกันภัยที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวคุณตลอดเวลา

PC กับ Server ต่างกันตรงไหน

posted on 05 Jun 2009 18:40 by natchapon

Linux Penguin Tux Pictures, Images and Photos

 

  • Alert ต่างๆ : อันนี้ต้องบอกว่า PC นั้นไม่มี และ Server ประกอบก็ไม่มีเช่นกัน เทคโนโลยี่ Server นั้นก้าวไกลมาก ถึงขนาดที่ Server บางรุ่น สามารถบอกให้คุณได้รู้ล่วงหน้าด้วยซ้ำว่าอุปกรณ์กำลังจะเสีย เสียชิ้นไหน เสียตัวที่เท่าไร ลองนึกภาพ หากคุณใส่ Memory ไปทั้งหมด 8 แถว แล้วเกิด Memory เสีย สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ถอดออกทีละแถว แล้วรันดูว่าอันไหนเสีย แต่เทคโนโลยี่ Server บางยี่ห้อ สามารถกดปุ่มใน board แล้วขึ้นไฟบอกได้เลยว่า Memory แถวไหนเสีย หรือหาก Harddisk กำลังเสีย วิ่งด้วยความเร็วผิด Speed ก็จะแจ้งเตือนที่หน้าเครื่องว่ากำลังจะเสีย สิ่งนี้คุณจะไม่พบได้เลยใน PC หรือแม้กระทั้ง Server ประกอบ

  • Mainboard : จริงๆแล้ว Mainboard เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานทั้งหมดของคอมพิวเตอร์ ชื่อก็บอกอยู่ล่ะว่า Main ถามต่อไปว่าต่างกันขนาดนั้น คงต่างกันที่สถาปัตยกรรม Board Server ถูกออกแบบมาให้รันได้ตลอด 24 ชม แต่ PC ไม่ใช่อย่างนั้น ส่วน Slot ต่างๆก็จะแตกต่างกัน Server โดยส่วนใหญ่จะ Onboard พวกการ์ดจอ และก็เช่นกัน มักไม่มี Sound Card ทั้งที่เพราะส่วนใหญ่นำ Server ไว้ share file รัน application เลยไม่ค่อยฟังเสียงกัน คนที่ใช้งาน multimedia มากๆมักจะใช้ workstation มากกว่า Server
    สำหรับความแตกต่างด้านราคานั้น ผมเคยซื้อตัวประกอบ Mainboard PC จะอยู่ที่ 1,500 - 3,000 แต่ถ้า Server ราคามักจะเริ่มต้นที่ 10,000 บาทสำหรับ Mainboard นี่คือพวก Server ประกอบนะครับ แต่เดี๋ยวนี้ Brand name ก็ถูกกว่าประกอบได้

  • Power Supply : Power Supply นั้นเป็นส่วนสำคัญ ป็นระบบจ่ายไฟของทั้งระบบ สำหรับตัวนี้นั้นสำหรับ Server ก็เช่นกัน ถูกออกแบบมาให้เปิดใช้งานได้ตลอด 24 ชม เท่าที่ผมเคยซื้อ มันตัวนึงก็ 5 พันกว่าบาทได้ นี่แบบถูกๆเลยนะ แต่เราจะเห็นว่า Power Supply PC มันลูกละ 150 บาทได้มั้ง เห็นว่ามันต่างกัน แล้วผมเคยมีประสบการณ์ บางคนใช้ PC แล้ว Power Supply ไหม้ ส่งผลถึงข้อมูลระบบ มันละลายลงไปโดน mainboard ทำให้ harddisk พังข้อมูลพัง จบเลยงานนี้ ดังนั้นท่านต้องคิดแล้วล่ะว่าข้อมูลท่านสำคัญมากน้อยแค่ไหน

    อีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลย สำหรับ Server นั้นมีหลายรุ่นที่มี Reduntdant Power Supply นั้นคือ มันมี Power Supply 2 ตัวในเครื่องเดียว ป้องกัน Power Supply พัง แล้วยังเป็น Hot swap ด้วย นั้นคืออันไหนพังเราก็ดึงออกได้เลย โดยไม่ต้องปิดเครื่อง แล้วเสียบเข้าได้โดยไม่ต้องปิดเครื่องเช่นกัน ก็จะไม่มี Downtime เลยว่างั้น

  • CPU : CPU นั้นต่างกันแน่นอน แต่ก็มี CPU ที่ไม่ต่างกันคือพวก CPU ตระกูล Pentium ทั้งหลาย บน Server กับ PC นั้นไม่ต่างกัน แต่สำหรับ Server เองที่อยู่ในระดับสูงนิดนึงก็จะมี XEON Processor เป็น Server ที่สำหรับ Server ใส่ได้ตั้งแต่ 2 ตัว 4 ตัว 8 ตัว 16 ตัว แล้วแต่ Mainboard จะเห็นว่าหากคุณรันงานหนักๆ คงไม่มีทางที่จะเอา CPU Pentium เพียงตัวเดียวมาทำงาน งานบางงานระดับ Software House ก็ใช้ Server ตัวนึงเป็นล้านๆ แต่ถามว่าแม้เป็นล้าน มันก็ทำงานได้หลายล้านเช่นกัน สรุปคือ CPU มีจำนวนที่ใส่ได้มากกว่า แล้วสามารถรองรับ Application ที่รันหนักๆได้อย่างดี

  • Memory : บางคนอาจจะ โห มันต่างกันด้วยเหรอ ต่างครับ Server จะใช้ Memory ที่เรียกว่า ECC Memory จะเป็น Memory ที่มีระบบป้องกันการส่งข้อมูลผิดพลาด อีกทั้ง Memory สำหรับบางยี่ห้อที่เป็น Chipkll คือเป็นเหมือน Mirror Memory เลยทีเดียว คือ หากคุณมี Memory 4 แถว เกิดพังไป 1 แถว ถ้าเป็น PC รันไปถึง Memory ตัวนั้นก็คงแฮงไปเลย แต่ Server ไม่พังคับ ก็ยังรันต่อไปได้ โดยไม่มีสะดุด้

  • Hard Drive : หรือ Harddisk นั้นแหละ ทำไมต่างกันนั้นเหรอ สำหรับ PC เราคงรู้จัก IDE กัน แล้วก็เดี๋ยวนี้คงเป็น Serial ATA (SATA) มาแทน IDE แต่สำหรับ Server นั้นจะสามารถใช้งาน SCSI ได้ ซึ่งเป็น Harddisk ที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้ แล้วยังมีเทคโนโลยี่ใหม่เรียกว่า SAS (แซด) ฟังดูเศร้าๆ แต่ก็เป็นเทคโนโลยี่ของ SCSI ใหม่ที่ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้นไปอีก

  • RAID Controller : RAID หลายคนอาจจะฟังแล้วไม่คุ้น บางคนก็คงคุ้นเคย ใน PC นั้นไม่มี RAID แน่นอนทำให้เลยไม่คุ้นสักเท่าไร แต่ใน Server นั้น RAID มีความสำคัญมาก ถ้าพูดถึงข้อมูลแล้ว เราคงให้ความสำคัญอย่างมาก ดังนั้นเลยมีเทคโนโลยี่ RAID เพื่อช่วยป้องกัน Harddisk พัง ซึ่งจะทำให้มี Harddisk ที่พร้อมทำงานแทนตลอดเวลาเมื่อลูกใดลูกหนึ่งพัง ก็ไม่ต้องมานั่งกู้ข้อมูล Restore กันให้วุ่นวาย รวมถึง RAID ยังสามารถทำให้ประสิทธิภาพในการเรียกใช้งาน Harddisk ทำได้เร็วขึ้นด้วย ก็มีเช่นกัน ดังนั้นทำให้หลายองค์กรก็เลือกใช้ RAID เพื่อป้องกันข้อมูลที่สำคัญของตนเอง ไว้ผมจะเขียนเรื่อง RAID ให้ว่าแต่ละ RAID ต่างกันอย่างไรมันมีตั้งแต่ RAID 0,1,5,0+1,10 สารพัด RAID
  • Photobucket

    เข้าไปกดที่ปุ่ม 'Theme' หลังจากที่คุณได้ทำการ Login เข้าระบบของ Exteen เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

     

    Photobucket

    หลังจากนั้นทำการกดปุ่ม Widget เพื่อที่จะเข้าไปติดตั้งกล่องใส่ Widget Code ให้กับบล๊อกของเรา

     

    Photobucket

    ในหน้านี้จะมี Custom Code อยู่ทั้งหมด 4 อันที่ท่านใช้ได้
    Custom Code 1, 2 ,3 ,4 แต่ละก้อน สามารถนำมาเพื่อใช้ในการใส่ Code โฆษณาของทาง DekAds ได้ทั้งหมด

     

    Photobucket Photobucket

    Photobucket

    หลังจากที่ท่านลากแล้วปล่อยเสร็จเรียบร้อยแล้ว
    ท่านจะเห็นเป็นดังภาพทางด้านซ้ายมือ

    หลังจากที่ท่านได้ทำการเลือกกล่อง Custom Code ที่ท่านต้องการใช้งานแล้ว
    ให้ท่านลากกล่องนั้น ไปที่บริเวญที่ท่านต้องการให้โฆษณาของ DekAds ปรากฎ ในที่นี้ทางเราลากให้โค๊ดไปปรากฎที่ทางด้านซ้ายมือ

     

     

    Photobucket

    กดตรงรูปดินสอ เพื่อทำการใส่ Code โฆษณาของทาง DekAds

     

    Photobucket

    หน้าต่างดังรูปจะปรากฎขึ้นมา เพื่อให้เราทำการใส่โค๊ดโฆษณา

     

    Photobucket

    ให้คุณทำการใส่โค๊ดที่ได้จาก หน้า Ads Code ภายในหน้าส่วนตัวของสมาชิก DekAds (Control Panel ของ DekAds) ใส่ลงไป

     

    Photobucket

    หลังจากนั้นคลิก OK

     

    Photobucket

    หลังจากนั้น ทำการกด Save เป็นอันเสร็จ
    โฆษณาหรือตัวเก็บสถิติเว๊บของทาง DekAds จะเริ่มทำงาน

    New Linux Redhat Update

    posted on 04 Jun 2009 22:14 by natchapon

    บริษัท Red Hat เปิดตัวระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ (Linux) รุ่นใหม่ของบริษัท เน้นการรองรับการทำงานแบบมัลติโปรเซสเซอร์ (Multiprocessor) และปลอดบักส์ (Bugs)



    Red Hat Pictures, Images and Photos

    Red Hat Linux 7.1 ถูกปล่อยออกมาให้ดาวน์โหลดกันแล้ว โดยซอฟท์แวร์ตัวใหม่นี้ได้รับการพัฒนามาบนพื้นฐานของ Kernel 2.4 ซึ่งเป็นแกนหลักตัวล่าสุดของระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ (เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2001) โดย Red Hat Linux 7.1 ได้รับการออกแบบมาให้รองรับการทำงานแบบมัลติโปรเซสเซอร์ซึ่งสนับสนุนการทำงานของโปรเซสเซอร์อินเทลได้สูงสุดถึง 8 ตัวด้วยกัน พร้อมกับได้รับการปรับปรุงการทำงานของโปรเซสเซอร์จำนวนต่ำกว่า 4 ตัวลงไปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน และรองรับหน่วยความจำสูงสุดถึง 64 GB

    OS ตัวใหม่นี้สามารถป้องกันและกำจัดไวรัสได้ดีขึ้น พร้อมกับมีโปรแกรมที่ชื่อว่า Software Manager คอยแจ้งเตือนลูกค้าให้ทำการอัพเดทซอฟต์แวร์โดยอัตโนมัติ แต่ต้องมีการลงทะเบียนกันก่อนเล็กน้อยจึงจะใช้งานได้

    Red Hat Linux 7.1 มีออกมาหลายรุ่นด้วยกัน คือ Red Hat Linux 7.1 Standard Version จะขายในราคา 39.95 เหรียญสหรัฐ ใช้กับเครื่องเดสท็อปแบบสแตนด์อโลน อีกรุ่นหนึ่งคือ Red Hat Linux 7.1 Deluxe Workstation สำหรับเครื่องเวิร์คสเตชั่น จำกัดไว้ว่าใช้ได้แค่ 5 เครื่อง วางจำหน่ายในราคา 79.95 เหรียญสหรัฐ รุ่นสุดท้าย Red Hat Linux 7.1 Professional Server สำหรับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ จำกัดไว้ให้ใช้ได้ 10 เครื่อง ในราคาค่าตัวที่ 179.95 เหรียญสหรัฐ

    ลีนุกซ์เป็นระบบปฏิบัติที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากไมโครซอฟท์ ในปี 2000 สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 27% เพิ่มขึ้นจาก 24% ในปี 1999 ส่วนไมโครซอฟท์ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ 41% ในปี 2000 จาก 38% ในปี 1999 (ข้อมูลสถิติจากการรายงานของสถาบัน IDC)

    ถึงแม้ว่า Windows Vista จะออกมาจำหน่ายได้ระยะหนึ่งและ Windows 7 ก็กำลังจะออกมาสู่ตลาดในเร็วๆนี้ แต่กองทัพอากาศสหรัฐฯก็เพิ่งสั่งซื้อ Windows XP เวอร์ชั่นพิเศษจาก Microsoft ไปกว่า 600ชุด

    Windows XP Pictures, Images and Photos

     

    โดยระบบปฏิบัติการ Windows XP เวอร์ชั่นที่กองทัพอากาศสหรัฐฯเพิ่งสั่งซื้อไปเป็นจำนวนกว่า 600ชุดนั้น จะเป็นเวอร์ชั่นพิเศษที่มีการปรับปรุงอุดช่องโหว่ต่างๆที่มีการพบ รวมถึงปรับตั้งระบบให้เป็นไปตามสเป็คที่กองทัพได้ตั้งไว้ ซึ่งจะเน้นไปที่ความปลอดภัยของระบบ โดยการสั่งซื้อในครั้งนี้นั้นจะเป็นการช่วยลดการใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพอากาศสหรัฐฯไปได้ถึง 100ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตามทาง Microsoft ก็ไม่มีแผนที่จะนำ Windows XP เวอร์ชั่นนี้มาผลิตจำหน่ายในแก่บุคคลทั่วไป และองค์กรเอกชนต่างๆ

    รัน windows 7 ได้กันหรือไม่

    posted on 04 Jun 2009 22:07 by natchapon

    "พีซีของคุณรัน Windows 7 ได้ หรือไม่? และถ้าติดตั้งไปแล้วคุณจะพบกับฝันร้าย หรือเปล่า?" คำถามเหล่านี้จะหมดไป เมื่อไมโครซอฟท์ได้ออกซอฟต์แวร์ตรวจสอบความพร้อมของพีซีว่ามีความเหมาะสมต่อการใช้งานโอเอสอย่าง Windows 7 หรือไม่ อย่างไร เพื่อให้ผู้ใช้ทั่วโลกที่สนใจได้ดาวน์โหลดไปลองทดสอบความพร้อมของเครื่องตัวเองกันแล้ว

    1 Pictures, Images and Photos

     


    windows 7 upgrade Advisor เวอร์ชันทดลองที่ทางไมโครซอฟท์จัดทำขึ้นมา เพื่อให้ผู้ใช้ทั่วไปโลกนำไปตรวจสอบความพร้อมขององค์ประกอบต่างๆ ของพีซีในการอัพเกรดระบบปฎิบัติการเป็น Windows 7 ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวจะวิเคราะห์พีซีของผู้ใช้ตั้งแต่ชิปประมวลผล หน่วยความจำ ฮาร์ดดิสก์ และโพรเซสเซอร์กราฟิก โดยจะให้คำตอบกับผู้ใช้ว่า พีซีของคุณจะรัน Windows 7 ได้หรือไม่ โดยอัตโนมัติ

    "สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการอัพเกรดระบบปฎิบัติการบนพีซีเครื่องเดิม ส่วนใหญ่ก็จะมีคำถามว่า พีซีของพวกเขาสามารถใช้งานกับระบบปฏิบัติการตัวใหม่ได้หรือไม่?" แบรนดอน เลอบลังค์ บล็อกเกอร์ภายในของไมโครซอฟท์ โพสต์ข้อความดังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา "ไมโครซอฟท์มีแผนที่จะแจกจ่ายเครื่องมือที่สามารถระบุได้ทันทีว่า พีซีของผู้ใช้สามารถรัน Windows 7 ได้ หรือไม่?" ซึ่ง Windows 7 Upgrade Advisior เวอร์ชันทดลองได้เปิดให้ดาวน์โหลดได้แล้วจากเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ อย่างไรก็ดี เลอบรังค์ ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า เวอร์ชันสมบูรณ์ของทูลส์ตัวนี้จะเสร็จเมื่อไร?
    จากข้อความที่เลอบรังค์ได้โพสต์ไว้ในบล็อกระบุว่า Windows 7 Upgrade Advisor จะวัดความพร้อมของพีซีในการอัพเกรดไปใช้ Windows 7 โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความต้องการระบบขั้นต่ำสำหรับพีซีทีใช้รัน Windows 7 ดังนี้
    โพรเซสเซอร์ x86 ขนาด 32 บิต หรือ 64 บิต(x64) ความเร็ว 1GHz ขึ้นไป
    หน่วยความจำอย่างน้อย 1GB สำหรับ 32 บิต และ 2GB สำหรับ 64 บิต
    พื้นที่บนฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 16GB (เวอร์ชัน 32 บิต) และ 20GB (เวอร์ชัน 64 บิต)
    โพรเซสเซอร์กราฟิกรองรับไดรเวอร์ DirectX 9 พร้อมด้วยไดรเวอร์แสดงผล WDDM (Windows Display Drive Model) 1.0 หรือสูงกว่า

    จุดอ่อน Ms Power Point

    posted on 04 Jun 2009 22:01 by natchapon

    รายงานข่าวล่าสุด ไมโครซอฟท์แจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า เหล่าแฮคเกอร์กำลังหาทางโจมตีผู้ใช้ซอฟต์แวร์ PowerPoint  บนพีซีทีรันวินโดวส์ โดยทางบริษัทได้ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่วิกฤติดังกล่าวแล้ว



    MS Office Pictures, Images and Photos

    สำหรับช่องโหว่ดังกล่าว สามารถพบใน PowerPoint บนเครื่อง Mac ของ Apple ด้วย แต่ยังไม่พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า แฮคเกอร์มีความพยายามจะใช้มันในการเจาะระบบของผู้ใช้กลุ่มนี้ ทั้งนี้ไมโครซอฟท์ได้ให้ระดับความรุนแรงของช่องโหว่อยู่ในขั้นวิกฤต (critical) ซึ่งเป็นขั้นรุนแรงสูงสุด

    Symantec Corp. บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสกล่าวว่า แฮคเกอร์จะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่พบใน PowerPoint ด้วยการโน้มน้าวให้เหยื่อเปิดไฟล์พรีเซนต์ที่จัดทำขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยอาจจะเปิดให้ดาวน์โหลดจากทางเว็บไซต์ หรือไปกับอีเมล์ ผู้บุกรุกจะสามารถเข้าควบคุมการทำงานเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อที่เผลอเปิดไฟล์ดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงบัญชีผู้ใช้ที่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบ ทั้งนี้ทางบริษัทพบว่า มีความพยายามของแฮคเกอร์ในการเจาะระบบด้วยช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม แพตช์ที่ออกมาจะแก้ไขช่องโหว่เฉพาะผู้ใช้วินโดวส์เท่านั้น แต่บนแพลตฟอร์มแมคจะยังไม่มี โดยทางไมโครซอฟท์อ้างว่า ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบ อย่างไรก็ดี เพื่อความปลอดภัย ผู้ใช้ PowerPoint (Office XP, 2003 และ 2007) บน Windows ควรรีบอัพเดตแพตช์เป็นการด่วน

    Update ขั้นตอนการอัพเดตแพตช์อุดช่องโหว่ PowerPoint

    1.เปิดโปรแกรมบราวเซอร์ Internet Explorer
    2.เข้าไปที่ update.microsoft.com หรือคลิ้กเมนู Tools เลือกคำสั่ง Windows Update หน้าต่างป๊อปอัพ "Download and install updates for your computer" จะปรากฎขึ้นมา
    3.ในหน้าต่างให้คลิ้ก "View available updates."

    4.หน้าต่างอัพเดตจะแสดงรายการทั้งหมด ให้มองหารายการที่มีหัวข้อ "Office 2007" หรือโปรแกรมออฟฟิศเวอร์ชันที่คุณใช้อยู่ในเครื่อง

    5.ภายใต้หัวข้อดังกล่าว สังเกตเช็คบ๊อกซ์หน้าข้อความ "Security Update for Microsoft PowerPoint 2007" (เลขเวอร์ชันจะขึ้นอยู่กับออฟฟิศที่คุณใช้ในเครื่อง) จะถูกเลือกไว้แล้ว อันอื่นไม่จำเป็นให้คลิก เพื่อเอาเครื่องหมายในเช็คบ๊อกซ์ของหน้าข้อความออกไป ระวัง!!! ไมโครซอฟท์แอบเนียนอัพเดต IE 8 ให้ด้วยเลย จากนั้นคลิกปุ่ม Install ที่อยู่บริเวณมุมล่างขวา ที่เหลือก็รอให้ วินโดวส์ดาวน์โหลดแพตช์อุดช่องโหว่ PowerPoint มาติดตั้ง หลังจากเรียบร้อยแล้ว ระบบจะร้องขอให้รีบู๊ตการทำงาน
    6.ในกรณีที่เครื่องคุณติดตั้ง Office ไว้แล้ว แต่ไม่พบข้อความ Security Update for PowerPoint แสดงว่า PC ของคุณอัพเดตอัตโนมัติไปเรียบร้อยแล้ว หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เครื่องของคุณปลอดภัยแล้วนั่นเอง
    หวังว่า คำแนะนำเหล่านี้คงจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้หลายๆ ท่านนะครับ

    จากที่ทางไมโครซอฟท์ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้ ทำการดาวน์โหลดเวบบราวน์เซอร์เวอร์ชั่นเต็มใหม่ล่าสุด Internet Explorer 8 เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ล่าสุด มีผู้ใช้บางรายได้ออกมาร้องเรียนว่า IE 8 ไม่ได้มีประสิทธิภาพความเร็วสูงอย่างที่ทางไมโครซอฟท์กล่าวอ้างไว้

    ie8 Pictures, Images and Photos

     

            โดย Walt Mossberg คอลัมนิสต์ของ The Wall Street Journal ได้กล่าวว่า ประสิทธิภาพการทำงานของเวบบราวน์เซอร์ Internet Explorer 8 เวอร์ชั่นเต็มที่เปิดให้ดาวน์โหลดเมื่อสัปดาห์ก่อนนั้น ไม่เร็วอย่างที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งภายหลังจากที่ได้ทำการดาวน์โหลดและทดสอบ ก็พบว่า มีความเร็วในการทำงานช้ากว่า Firefox, Safari และ Chrome เป็นอย่างมาก ซึ่งได้ทำการทดสอบอย่างละเอียดแล้วในหลายๆกรณี โดยก่อนหน้านี้ ไมโครซอฟท์ได้กล่าวอ้างว่า IE 8 นี้ จะมีประสิทธิภาพการทำงานที่เร็วมาก แต่จากการทดสอบแล้วกลับพบว่า ผลรับที่ได้เป็นในทางตรงกันข้าม ซึ่ง Mossberg ได้ทำการทดสอบโดยใช้คอมพิวเตอร์ด้วยกัน 2 เครื่อง เครื่องหนึ่งรันระบบปฏิบัติการ Windows XP อีกเครื่องรันระบบปฏิบัติการ Windows Vista โดยเมื่อทำการเปิดเวบไซต์ยอดนิยมกว่า 6 เวบ พบว่า IE 8 จะโหลดหน้าช้ากว่า Firefox, Safari 4 และ Chrome มาก ซึ่งเรื่องนี้ ทางทีมงานของไมโครซอฟท์เอง ได้รับทราบปัญหาแล้วและพยายามหาทางแก้ปัญหาดังกล่าวอยู่

    สำหรับ Android เป็นชื่อของระบบปฏิบัติการโอเพ่นซอร์สที่พัฒนาจากลินุกซ์สำหรับใช้กับมือถือ และอุปกรณ์โมบายต่างๆ ซึ่งทาง Google ได้มีการแนะนำให้ทั่วโลกได้รู้จักตั้งแต่เดือนพฤษจิกายน 2007 แล้ว ซึ่งทางด้าน Erick Specht นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้ให้บริการแอพพลิเคชันบนอินเทอร์เน็ตในอิลินอยส์อ้างว่า Android เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทของเขา นั่นก็คือ Android Data ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2002 โดยสำนักงานจดทะเบียนการค้าและสิทธิบัตรในสหรัฐฯ (USPTO)

    G1 Pictures, Images and Photos



    ส่วนทางด้าน Google เองก็ได้มีการจดทะเบียนการค้าสำหรับ Android เมื่อเดือนตุลาคม 2007 แต่เอกสารการขอจดได้ถูกปฏิเสธในเดือนกุมภาพันธ์ 2008 โดยทาง USPTO ให้เหตุผลง่ายๆ ว่า เนื่องจากทั้ง Google และ Specht อยู่ในบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เหมือนกัน ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ว่า สินค้าและบริการของทั้งสองมาจากแหล่งเดียวกัน

    Google ได้โต้แย้งคำพิจารณาดังกล่าวในเดือนสิงหาคม โดยอ้างว่า เครื่องหมายการค้า Android Data ไม่ได้ถูกใช้มาเกินกว่า 3 ปีแล้ว ในขณะที่บริษัทก็ได้เงียบหายไปกว่า 4 ปีแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งไม่น่าจะทำให้เกิดความสับสนระหว่างชื่อทั้งสองกับผู้บริโภคอย่างแน่นอน แต่ทาง USPTO กล่าวแค่เพียงว่า ได้มีการตัดสินใจในเรื่องนี้ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ทาง Google ไม่ได้ลดละความพยายาม โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ทางบริษัทได้ร้องขอให้ระงับการพิจารณาออกไปจนกว่าจะได้หลักฐานที่ชัดเจน คราวนี้ทาง USPTO ได้อนุญาตให้ระงับการดำเนินการใดๆ ไปก่อน

    แต่ล่าสุด Specht ได้ฟ้องต่อศาลในกรณีละเมิดเครื่องหมายสินค้าเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยว่า เขาต้องการเก็บรักษาชื่อ Android ไว้กับเขาเพียงผู้เดียวจริงๆ (แม้จะไม่ได้ทำอะไรเลยก่อนหน้านั้นถึง 4 ปี) โดยยื่นเอกสารคำฟ้องที่มีความหนาถึง 71 หน้า ซึ่งไม่เพียงแต่ Google เท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทอื่นๆ อย่างเช่น Open Handset Alliacne, China Mobile, Sprint Nextel, T-Mobile, Vodafone, ARM, Broadcom, Intel, Nvidia, Texas Instuments, Motorola, Samsung, Toshiba และ Wind River เป็นต้น โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการฟ้องร้องที่มากเกินไป ซึ่งในคำฟ้องยังระบุอีกด้วยว่า "มันชัเดจนเหลือเกินที่ Google ได้ขโมยชื่อของเขาไปก่อนที่มาสอบถามในภายหลัง"

    Specht อ้างว่า มีการใช้ชื่อ Android ในขณะที่เขาดำเนินธุรกิจอยู่เลย ดังนั้นเขาจึงข้อฟ้องละเมิดการใช้เครื่องหมายการค้าของเขา รวมถึงสื่อการตลาดทุกชิ้นที่มีการใช้คำว่า Android โดยคิดเป็นค่าเสียหาย 2 ล้านเหรียญฯ ต่อการใช้เครื่องหมายการค้าที่พิสูจน์ทราบได้ว่า ทำให้บริษัทของเขาเสียหาย ซึ่ง Specht จะต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นตามคำอ้าง ที่บอกว่า เขากำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมออกผลิตภัณฑ์ในอนาคตอันใกล้ภายใต้เครื่องหมายการค้าของผลิตภัณฑ์ว่า Android Data คงต้องดูกันต่อไปว่า ความหัวหมอของ Specht จะทำให้เขาได้เท่าไรจากฟ้องร้องครั้งนี้ คาดว่า น่าจะมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่เขาจะวางจำหน่ายเสียด้วยซ้ำ